A : ปัญหาของลูกที่คุณแม่ถามมา คือ เรื่องการแพ้ยุง ซึ่งถูกต้องทุกท่านครับ มันเป็นอาการแพ้ซึ่งมักจะเกิดในคนที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อถูกยุงกัดคนทั่วๆไปจะเป็นตุ่มแดงๆ คันๆ แล้วหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง แต่คนแพ้จะมีอาการตามมาหลังจากนั้น คือ ผื่นจะบวมแดงและขยายใหญ่ขึ้น บางคนอาจแข็งเป็นไต อาจมีตุ่มใสๆ ตรงกลาง หรือเห็นเป็นรอยเจาะเล็กๆ ซึ่งเมื่อเกามากขึ้นผิวหนังชั้นนอกถลอกก็อาจะจะติดเชื้อแบคทีเรียเป็นหนองตามมาได้ครับ ดังนั้นการดูแลรักษาจึงประกอบด้วย การรักษาเมื่อถูกกัดแล้ว คือ การให้รับประทานยาต้านฮีสตามีน เช่น คลอเฟนิรามีน หรือยาอื่นๆ ที่ไม่ง่วง แต่มักจะมีราคาสูงกว่า อาจเสริมโดยการทาผื่นด้วยสเตรียรอยด์ชนิดอ่อน คาลามายด์ หรือ ยาเจลทางเลือกซึ่งสกัดจากสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ลดการอักเสบ พึงหลีกเลี่ยงยาหม่องเพราะอาจทำให้ระคายเคืองโดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ ปัญหาหลังผื่นหายคือ ผลแทรกซ้อนหลังผื่นหาย อาจทิ้งรอยด่างดำ ซึ่งใช้ยาลดรอยดำที่มีฤทธิ์การสร้างเม็ดสีได้ครับ หรือบางรายอาจมีรอยแผลเป็นบุ๋ม ซึ่งช่วงแผลหายใหม่ๆ อาจใช้เจลที่ทาแล้วกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยแผลเป็นบุ๋มได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ารอนานเกิน 6 เดือน มักจะไม่ค่อยหายแล้วครับ รอจนโตอีกหน่อยค่อยมาปรึกษาก็ได้นะครับ เพราะการรักษาอาจต้องใช้เลเซอร์หรือการทำหัตถการอื่นๆ ครับ การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญ ให้ลูกๆ อยู่ในมุ้งลวด ไม่ควรให้อยู่กลางแจ้งนานๆ โดยเฉพาะที่มืด เพราะยุงจะชอบอาศัย ถ้าจำเป็นต้องมีกิจกรรมกลางแจ้ง ควรทายากันยุงเฉพาะของเด็ก หรือผลิตภัณฑ์กันยุงที่ทำจากตะไคร้หอม เปลือกส้ม กำจัดแหล่งน้ำขังที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น ภาชนะเก่าๆ ยางรถเก่าๆ แจกัน หรือใส่ทรายอะเบตนะครับ

A : ใช่ครับ สบู่บางชนิดทำให้ผิวแห้งมากขึ้น โดยเฉพาะสบู่ก้อนเพราะมีพลังทำความสะอาดสูง และมีความเป็นด่างมาก จึงระคายผิวได้มากกว่า นอกจากนี้สบู่เหลวบางชนิดก็ทำได้ เนื่องจากแพ้ส่วนประกอบบางอย่างในสบู่ชนิดนั้นๆ การทาน้ำมันมะพร้าวแล้วดีขึ้นเพราะน้ำมันช่วยป้องกันน้ำระเหยจากผิวจึงทำให้ผิวชุ่มชื้นและมีสารต้านการอักเสบด้วยครับ

A : กลิ่นตัว โดยทั่วไปมักจะเกิดจากภาวะคนนั้นๆ มีเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะบริเวณอับชื้น เช่น รักแร้ จึงทำให้แบคทีเรียที่ผิวหนังซึ่งปกติไม่ค่อยก่อให้เกิดโรคเจริญเติบโต ผลิตกลิ่นออกมา บางรายอาจเกิดจากต่อม apocrine ซึ่งสร้างกลิ่นอยู่แล้วแต่สร้างกลิ่นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงจะเข้าสู่วัยรุ่นประมาณประถมปลาย นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นฉุน เช่น เครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง อาจจะถูกขับออกมาทางเหงื่อให้เกิดกลิ่นได้ครับ คุณแม่ดูแลดีอยู่แล้วครับ เพียงแต่ลองปรึกษาเภสัชกร ซื้อยา เช่น clindamycin, erythromycin ซึ่งใช้รักษาสิว มาทาที่รักแร้วันละ 1-2 ครั้ง น่าจะช่วยได้ เมื่อโตขึ้นลองพิจารณายาทาลดเหงื่อบริเวณใต้รักแร้จะช่วยได้มากขึ้น แต่ก็อาจเกิดอาการแพ้ได้ครับ ปัจจุบันเมื่อเป็นสาวเป็นหนุ่มแล้วยังมีปัญหาเหงื่ออกมาก หมอจะพิจารณาฉีด Botulinum toxin ที่รักแร้ใต้ผิว จะช่วยลดเหงื่อได้นานเป็นปีได้ครับ

A : หลังคลอด โดยเฉพาะทารกคลอดเกินกำหนดเล็กน้อย อาจมีการลอกของผิวชั้นขี้ไคลเป็นขุยๆ ได้ เป็นปกติครับ ถ้าไม่มีผื่นแดงหรือมีไข้ไม่ต้องกังวลนะครับ วิธีการรักษา คือทาครีมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ (moisturizers) ผิวก็จะดีขึ้นครับ อาบน้ำพิจารณาใช้สบู่อ่อนๆ ที่เหมาะกับผิวเด็กสำหรับผิวที่คอและข้อพับ เปื่อยแดงเกิดจากความอับชื้นและเลือดสีของผิวหนังพบได้บ่อยครับ คุณแม่อย่าลืมเช็ดทำความสะอาดบริเวณนี้หลังอาบน้ำ เช็ดเบาๆ ให้แห้ง แล้วทาด้วยครีม moisturizers ก็จะช่วยได้ครับ

A : ผดเม็ดเล็กๆ เกิดจากความร้อน อบ ทำให้ต่อมเหงื่อในเด็กเล็กๆ อุดตันง่ายและเกิดการอักเสบขึ้นครับ ผู้ใหญ่มักจะไม่ค่อยเป็นนะครับ อาจจะเป็นผื่นจากสาเหตุอื่นในบริเวณเดียวกันได้ เช่น ผื่นแพ้นะครับ วิธีดูแลคือ ใช้น้ำเย็นประคบลดความร้อน และใส่เสื้อผ้าและนอนในที่ระบายอากาศได้ดีนะครับ

A : ก่อนอื่นคุณแม่อย่าเครียดมากนะครับ ผมว่าลูกน่าจะเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เขามีอาการแพ้ทางระบบหายใจ เช่น จาม น้ำมูกใสๆ แพ้ฝุ่น แพ้อากาศ ละอองเกสร ด้วยไหมครับ ถ้ามีโอกาสเป็นโรคนี้สูงครับ ธรรมชาติของโรคนี้เป็นเรื้อรังอยู่แล้ว เพราะเด็กจะเกิดมาผิวที่แห้ง แพ้ง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ซึ่งมีมากมายที่อยู่รอบตัวเขา แม้กระทั่งความเครียด สบู่อาบน้ำควรใช้ชนิดอ่อนโยน ฟองน้อย กลิ่นอ่อนๆ หรือไม่มีกลิ่นหอมเลย อาบน้ำไม่บ่อย น้ำไม่อุ่นมากเกินไป อย่าฟอกสบู่นาน สำหรับครีมบำรุง (moisturizers) เลือกชนิดที่ไม่มีกลิ่นหอม ไม่มีสี ลองดูนะครับ และผมแนะนำให้นำลูกไปปรึกษาหมอเด็ก หรือหมอผิวหนังก่อน เพื่อให้การรักษาและแนะนำวิธีการป้องกันจะดีมากนะครับ เพราะการป้องกันสำคัญมากครับ

A : ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในผู้ใหญ่ทั่วๆไปมีหลากหลายมาก และมักมีน้ำหอม กลิ่นแรง และอาจใส่สารบางชนิดที่บำรุงผิว เช่น ลดความเข้มของสีให้ผิวจางขึ้น ซึ่งไม่มีความจำเป็นในเด็ก ดังนั้นควรแนะนำให้ใช้เฉพาะของเด็กปกติ ซึ่ง อาจมีกลิ่นหอมอ่อนๆได้ครับสำหรับยากันแดดในเด็ก แนะนำให้เลือกชนิดที่มีส่วนประกอบสำคัญเป็น Physical sunscreen เช่น ซิงค์หรือติตาเนียมออกไซด์(Zinc, titanium oxide) ควรเป็นชนิดที่มี Physical sunscreen ดังกล่าวครับ ซึ่งเป็นสารที่เคลือบผิว และทำหน้าที่สะท้อนแสงออกจากผิว หลีกเลี่ยงชนิดที่เป็นสารเคมีทำปฏิกิริยากับแสงแดดแล้วดูดซับแสง(Chemical sunscreen) เพราะก่อให้เกิดการแพ้ได้ง่ายกว่านะครับ นี่คือคำแนะนำในการเลือก อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมียากันแดดบางชนิดที่มีส่วนประกอบสำคัญทั้งสองชนิด แต่เป็น chemical sunscreen ที่ก่อให้เกิดการแพ้น้อย ดังนั้นการเลือกให้ลูกน้อย จึงอาจใช้ที่เขียนว่าเฉพาะในเด็ก หรือไม่ได้เขียนก็ได้ แต่ให้หลักการสังเกตดังกล่าว

A : ข้อพับต่างๆมีผื่นแดงในเด็กทารก เกิดจากการเสียดสีและอบ แนะนำว่าหลังอาบน้ำให้ลูก ให้ใช้ผ้านุ่มซับตามข้อพับเบาๆให้แห้ง ใช้ครีมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ทาเพื่อลดการเสียดสีนะครับ ผื่นจะค่อยๆดีขึ้น แต่ถ้ายังแดงมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ยาลดการอักเสบ และอาจมีการติดเชื้อราซ้ำเติมได้ด้วยครับ

A : ลูกคุณแม่ชอบเล่นน้ำมากๆ ทำให้ผิวแห้งมากขึ้นได้ครับ จึงควรสอนให้ลูกเล่นน้ำน้อยลงนะครับ อาจต้องขัดใจกันนะครับ เพื่อผิวที่ดีของลูกน้อย หรือใช้ครีมที่มีเนื้อครีมข้นขึ้น เผื่อผิวแห้งมาก อาจจะช่วยได้ครับ

A : ไม่ทราบว่าลูกอายุเท่าไหร่ น่าจะเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว จึงมีฮอร์โมนเพศไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมาก เป็นผลให้ หน้ามัน หนังศีรษะ และรูหูมัน ล้างหน้าวันละ 2-4 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับผิวมัน จะช่วยได้ครับ หนังศีรษะก็เช่นเดียวกัน อาจฟอกสระผมทุกวัน หรือบ่อยขึ้นเป็นวันเว้นวันนะครับ แต่ถ้ามีอาการของสิว หรือเป็นขุยอักเสบแดง(โรคเซบเดิร์ม ) ควรปรึกษาแพทย์ครับ

A : ผดมักพบในเด็กเล็ก เพราะต่อมเหงื่อยังพัฒนาการทำงานไม่สมบูรณ์ เมื่อสัมผัสอากาศร้อนจึงเกิดการอุดตัน ทำให้เกิดการอักเสบเป็นตุ่มๆสีแดงได้ง่าย โดยเฉพาะ หน้าผาก แผ่นหลัง ซอกคอ การรักษาจึงควรใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หมั่นเช็ดเพื่อระบายความร้อน ถ้ามีไข้ ควรให้เช็ดตัวและทานยาลดไข้ให้หายไวๆ นอนในที่อากาศถ่ายเทสะดวกครับ ผดก็จะหายได้เอง บางรายลูกอาจรู้สึกไม่สบายตัว มีอาการคันยิบๆเล็กน้อย อาจทาด้วยแป้งน้ำ อาทิ คาลามายน์ ได้ครับ

A : ลูกน่าจะเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังนะครับ คุณแม่หาอ่านความรู้นี้ได้ในการตอบคำถามที่ 3 และ 10 เพราะการป้องกันผิวลูกที่เกิดมามีอาการแห้ง ก่อให้เกิดอาการคัน จึงเกาจนเกิดผื่นอักเสบและอาจติดเชื้อ เป็นสิ่งสำคัญมากครับ

A : เส้นผมน้องที่หยิก ทำให้ผมพันกันง่ายครับ และโดยทั่วไปแชมพูสำหรับเด็กเล็กๆหรือทารกมักจะอ่อนโยน และจุดมุ่งหมายเพื่อทำความสะอาด ไม่ได้ผสมสารที่คล้ายมอยส์เจอร์ทาผิวลงในแชมพู จึงไม่ตอบโจทย์นี้ คุณหมอแนะนำว่าที่คุณแม่ทำอยู่แล้วดีครับ ลองใช้เบบี้ออยล์ยี่ห้อไหนก็ได้ ทาลูบเส้นผมหลังสระผมให้ลูกนะครับ

A : ผิวหนังไหม้หลังไปเล่นน้ำทะเล ลองทาด้วยเจลว่านหางจระเข้ หรือขณะนี้มีครีมบำรุงที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบได้หลายยี่ห้อนะครับ ที่ใช้ลดการอักเสบแพ้จากผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง น่าจะช่วยได้ครับ แต่การเล่นน้ำทะเลหรือสระน้ำควรให้ลูกทาครีมกันแดดที่กล่าวในข้อ 12 ทาปริมาณให้หนาพอ และควรทาทุก 2 ชั่วโมงครับ

A : น้องน่าจะเป็นโรค Seborrheic dermatitis เรียกย่อๆกันเองว่า Seb derm (เซ็บเดิร์ม) เป็นโรคที่มีอาการผื่นแดง มีขุยสีขาวหรือขาวนวล ตามใบหน้า คิ้ว ร่องแก้ม หู และหนังศีรษะ อาจจะพบตามตัวได้ด้วยครับ โรคนี้ถ้าเป็นเด็กทารกจะหายได้เองเมื่อลูกโตประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ครับ แต่อาจเป็นๆซ้ำๆได้ หรือบางคนจะมีอาการอีกทีตอนโตเป็นวัยรุ่นครับ และมักจะเป็นๆหายๆ การรักษาประกอบด้วยยาทาสเตียรอยด์ฤทธิ์อ่อนๆ อาทิ ครีม 1% ไฮโดรคอร์ติโซน หรือถ้าเป็นเด็กโตขึ้นมาอาจใช้เป็นครีม 1% เพรดนิโซโลน หรือ 0.02% ไตรแอมซิโนโลน (0.02% TA) ทาวันละ 1-2 ครั้ง เมื่ออาการหายก็หยุดนะครับ อาจใช้เป็นยาทางเลือกคือครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารต้านการอักเสบที่สกัดจากพืชสมุนไพร น้ำมัน วิตามิน และเกลือแร่ (วิตามิน B3, B5, สังกะสี) การอาบน้ำไม่ได้ทำให้ผื่นแย่ลงครับ แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ฟองน้อย ไม่แต่งสี-กลิ่นนะครับ ถ้าเป็นที่หนังศีรษะมีขุย หลังสระผมลองใช้น้ำมัน (mineral oil, olive oil) ทาลูบและแปรงผมเบาๆ จะช่วยให้ขุยหลุดและลดลงได้ครับ

A : ปานแดงที่ปากนูน อายุ 8 เดือน ไม่ทราบว่าขนาดโตมากขึ้นหรือไม่ มีปัญหากับการดูดนม รับประทานอาหารหรือไม่ มีการแตกเป็นแผลเลือดออกหรือไม่ ถ้ามีลักษณะดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเด็กนะครับ เพราะมีการรักษาโดยการรับประทานยาและอาจใช้เลเซอร์ร่วมในการรักษาครับ

A : ใช่ครับ เป็นอาการแพ้สารที่อยู่ในพลาสเตอร์ครับ (ผื่นแพ้สารสัมผัส) คุณแม่ควรดูว่าเป็นชนิดทำด้วยผ้ายางหรือพลาสติก เพราะมีสารก่ออาการแพ้ต่างกันครับ การรักษาให้สเตียรอยด์ขนาดน้อยถึงปานกลาง ทา เช้า-เย็น จะหายได้ครับ ที่สำคัญเลยคือหายขาดได้ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ใช้พลาสเตอร์ลักษณะนี้อีกต่อไปครับ